ลงทุนทําธุรกิจ การลงทุนในธุรกิจ หรือแม้แต่ในตลาดหุ้น

ลงทุนทําธุรกิจ การลงทุนในธุรกิจ หรือแม้แต่ในตลาดหุ้น สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญก็คือ แนวโน้มของผู้บริโภค หรือกระแสความนิยมของคนในสังคมยุคปัจจุบัน และอนาคต หรือเรียกกันติดปากว่า “เมกะเทรนด์” ลงทุนทําธุรกิจ นั่นเองครับเพราะหากเราลงทุนในหุ้นที่ยังคงอยู่ใน “กระแสความนิยม” หรืออยู่ในเทรนด์ แม้จะมีปัญหาอุปสรรคด้านเศรษฐกิจการเมืองไปบ้าง แต่ทว่า… เมื่อปัญหาทุกอย่างคลี่คลายไปแล้ว หากพฤติกรรมผู้บริโภคยังอยู่… ธุรกิจก็จะกลับมาได้ในที่สุดครับ… เราลองมาดูกันดีกว่าว่าเทรนด์ทั้งหลายในปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้มีอะไรกันบ้างครับ ลงทุนทําธุรกิจ.

ลงทุนทําธุรกิจ

 ลงทุนทําธุรกิจ เทรนด์แรก “คนต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น”

อะไรก็แล้วแต่ที่มันดีกับตัวเอง ตรงไหนที่มีความสะดวกสบายคนจะไปที่นั้น คนจะกลับเข้ามาในเมืองมากขึ้น เป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความสะดวกสบาย เทคโนโลยี ที่ติดตัวเราไปตลอดเวลาครับ ลองสังเกตผู้คนรอบๆ ตัวเรา สิ่งของเครื่องใช้ที่อำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น ทั้งในบ้าน ในรถยนต์ ในสถานที่ๆ เราไป … ถ้าสังเกตดูดีๆ จะพบว่าทุกอย่างเริ่ม “สมาร์ท” หรือมีความอัจฉริยะมากขึ้น ในรถยนต์เริ่มเปลี่ยนจากเครื่องเสียงธรรมดาๆ กลายเป็นจอแบบอัจฉริยะ โทรศัพท์จากธรรมดาๆ กลายเป็นสมาร์ทโฟน ทีวีที่บ้านก็เริ่มฉลาดขึ้นเรื่อยๆ หากเรามองเห็นกระแสเหล่านี้และคิดว่ามันจะเป็นต่อไป ก็จะช่วยนักลงทุนอย่างเราในการเลือกลงทุนในหุ้นตามกระแสไม่ตกเทรนด์ได้ครับ

เทรนด์ที่สอง “ผู้หญิงจะมีบทบาทมากขึ้น”

คำว่าผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นนั้น สำหรับผมแล้วหมายถึง… ผู้หญิงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ (ในบ้านเรานะครับ) และมีแนวโน้มจะมากกว่าผู้ชาย และเป็นโสดกันมากขึ้น พึ่งพาตนเองมากขึ้น มีบทบาทในสังคมมากขึ้น ไม่ง้อผู้ชาย และที่สำคัญผู้หญิงเป็นนักจับจ่ายตัวยง … ดังนั้นอะไรก็ตามที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ผมกล่าวมาของผู้หญิง ผมคิดว่ามันมีน้ำหนักที่มากพอที่จะ “เขย่า” ตลาดได้เลยครับ … ถ้าไม่เชื่อลองถามคุณผู้หญิงดูนะครับ

เทรนด์ที่สาม “ขนาดจะมีความสำคัญมากขึ้น”

ขนาดในเชิงของประเทศ ก็คือประเทศที่มีประชากรเยอะจะมีความสำคัญกับเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น กรีซ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน บังคลาเทศ อียิปต์ ไนจีเรีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย แต่สำหรับบ้านเราที่อัตราการเกิดของประชากรกลับ “ลดลง” นั้นผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาในระยะสั้นครับ… เพราะเรายังมีประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีจำนวนประชากรที่มากพอที่จะบริโภคสินค้าและบริการจากบ้านเราลงทุนทําธุรกิจ

นอกจากนั้นในเรื่องของขนาดก็ยังเกี่ยวข้องกับการที่บริษัทใหญ่เทคโอเวอร์บริษัทเล็กเพื่อทำให้บริษัทใหญ่มีศักยภาพมากขึ้น ส่วนบริษัทเล็กได้ส่วนต่างราคาไป แบบนี้เรียกว่าเกิดการ win-win ของทั้งสองบริษัท แต่การที่เราคิดจะลงทุนโดยจับโอกาสการควบรวมกิจการนั้นเราต้องศึกษาให้ดีนะครับ เพราะหากเป็นการควบรวมที่ไม่ดีก็จะเกิดปัญหาตามมาทีหลัง แต่หากเป็นการควบรวมที่ทำให้เกิด “แรงเสริม” แบบนี้จะเข้าท่ากว่าครับ

เทรนด์ที่สี่ “เศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วจะโตช้า”

จากภาพรวม ณ. ตอนนี้ที่ประเทศที่พัฒนาแล้วพยายามอุ้มตัวเองไม่ให้ตาย พยายามรักษาตนเองให้อยู่รอดปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น… สหรัฐ ยุโรป เหมือนหมอพยุงคนป่วย เลี้ยงไข้ไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็ต้องตาย แต่เอเชียจะดูดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามภาพที่เกิดขึ้นจากนี้ไปแม้สหรัฐอเมริกาจะดูดีขึ้น แต่ก็จะยังคง “โตช้า” เพราะค่าแรงในประเทศที่พัฒนาเหล่านี้ค่อนข้างสูงมากๆ ทำให้การลงทุนทำธุรกิจนั้นไม่คุ้มค่า จึงไม่เกิดธุรกิจใหม่ๆ ขนาดย่อมๆ ที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เท่าที่ควร … ผิดกลับประเทศในแถบเอเชียที่จะ “โตเร็ว” กว่าในอดีต แม้จะต้องสะดุดบ้างกับการเติบโตที่อาจจะรวดเร็วจนเกินไป แต่ในภาพใหญ่แล้วเอเชียยังคงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งครับ

เทรนด์ที่ห้า “การเติบโตในประเทศที่กำลังพัฒนา”

การเติบโตในประเทศที่กำลังพัฒนาจะน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเทศเรากำลังน่าสนใจ พวกก่อสร้างกำลังดีเพราะนโยบายภาครัฐ, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ สังคมเมืองกำลังขยาย ส่งออกไปลาว เขมร พม่า ประเทศเพื่อนบ้านเราโตขึ้นเรื่อยๆ สินค้าไทยคือสินค้าแบรนด์เนมของเขา ท่องเที่ยวดี retail ดี โรงพยาบาลดี… อย่างไรก็ตามาด้วยปัญหาทางการเมืองที่ทำให้เราสะดุดอยู่ในช่วงนี้ในมุมมองของผมคือ “โอกาสอันดี” ที่จะล้างเอาระบบเก่าๆ ระบบการโกง “คอรัปชั่น” ให้หมดไปจากประเทศไทย ต้องถือโอกาสนี้ “ซักล้าง” ประเทศให้สะอาด ทำให้นักการเมืองยอมทำทุกอย่างแม้จะผิดศีลธรรม ทำตามคำสั่งแม้จะเป็นเรื่องคดโกง และเสียหายอย่างร้ายแรง… ถ้าทำได้บ้านเราก็จะเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนคุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนอย่างแท้จริงครับ

เทรนที่หก “ความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงาน”

ความจริงแล้วเราเห็นค่อนข้างชัดเจนว่า… อาหาร และพลังงานต่างปรับตัวสูงขึ้นมาก ค่าครองชีพที่เคยถูกในอดีตปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่า… ปรับตัวแบบ “อัตราเร่ง” ก็คงไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงครับ… การที่อาหาร และพลังงานปรับตัวสูงขึ้นย่อมทำให้ค่าครองชีพสูงตาม และเป็นเมกะเทรนด์ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดครับ

เทรนด์ที่เจ็ด “กำลังการบริโภคจะมากขึ้น คนมีรายได้มากขึ้น”

ประเทศที่มีแรงงานเยอะจะเจริญขึ้นเร็วมาก แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วจะโตช้ามากหรือถดถอย เพราะหากเราสังเกตดูดีๆ จะพบว่าแม้แต่ตัวเราเองที่ทำงานประจำเงินเดือนจะต้องปรับขึ้นทุกปีอย่างน้อย 5-10% ทำให้ความมั่งคั่งส่วนบุคคลสูงขึ้นแบบ “ทบต้น” ทุกๆ ปี… แต่ในทางกลับกันประเทศที่ค่าครองชีพสูง ประชากรมีอัตราเงินเดินที่สูงแล้ว… ตัวอย่างชัดเจนคือ ญี่ปุ่น ยุโรป อยู่ไปอย่างนั้นไม่โต เพราะมันอิ่มตัวแล้วนั่นเองครับ

เทรนด์สุดท้าย “สังคมผู้สูงอายุ”

ปัจจุบันบ้านเราเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วนะครับ โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุในบ้านเราเริ่มเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ ค่ารักษาพยาบาล การดูแลสุขภาพ พี่เลี้ยงผู้สูงอายุ สถานที่ต่างๆ ที่ต้องเหมาะสมกับผู้สูงอายุ และผมคิดว่าเทรนด์นี้เป็นเทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดครับลงทุนทําธุรกิจ.

Date
Categories
Tags
Permalink
Status